ชวนมาดูหลักคำนวณเบี้ยประกัน เผื่อจะช่วยคุณตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ได้ง่ายขึ้น

การมีรถยนต์เป็นของตนเอง สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เวลาเกิดเหตุไม่คาดคิดในการขับขี่ขึ้น นั่นจึงทำให้คนมีรถทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องซื้อประกันรถยนต์เผื่ออนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้เอาไว้

แต่เรื่องการจ่ายเบี้ยเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้หลายคนไม่ค่อยอยากลงทุนในเรื่องประกัน เพราะปีหนึ่ง ๆ ก็ต้องจ่ายกันหลักหมื่น ถือว่าไม่น้อย แล้วเงินที่เราต้องจ่ายตรงนี้ปกติเขามีหลักคำนวณกันอย่างไรบ้างนะ เดี๋ยวมาบอกให้ คุณจะได้ลองนำไปคำนวณและตัดสินใจกันดู

Actuarial Science ศาสตร์แห่งการคำนวณค่าเบี้ยของบริษัทประกัน

ปัจจุบันจะมีสาขาวิชาหนึ่งที่เปิดสอนเป็นหลักสูตรในมหาวิทยาลัยกันเลย นั่นก็คือ Actuarial Science หรือ ในชื่อภาษาไทยก็คือ “คณิตศาสตร์ประกันภัย” วิชานี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้ววิชานี้ได้รวบรวมแนวทางทางคณิตศาสตร์ในหลายแง่มุมเอาไว้ด้วยกัน ทั้ง

  • การประเมินสถานการณ์
  • การจำลองเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
  • การวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ผ่านมา และการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
  • การวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านการเงิน
  • การสื่อสารในเรื่องผลกระทบทางด้านการเงินที่ได้มาจากการวิเคราะห์

แง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ร่วมกันทั้งหมด จนในที่สุดแล้วตกผลึกออกมาเป็นการกำหนดค่าเบี้ยของประกันรถที่ทาบริษัทมานำเสนอแก่เราที่เป็นผู้ซื้อประกันรถยนต์

ค่าเบี้ยประกัน คำนวณจากอะไรบ้าง ?

เราได้รู้กันไปแล้วว่าทางบริษัทประกันเขาใช้หลักหรือความรู้ในศาสตร์ใดมาคำนวณอัตราเบี้ยให้กับเรา ทีนี้มาดูส่วนของ Data หรือข้อมูลกันบ้างว่า มีข้อมูลตรงไหนชุดไหนที่พวกเขาจะยกมาใช้เป็นหลักในการนำมาคำนวณกันบ้าง

ตัวรถยนต์

  1. รุ่นของรถยนต์ : ถ้าเป็นในแนวรถหรูหรือรถสปอร์ต รุ่นรถยนต์เหล่านี้จะมีค่าเบี้ยที่แพงกว่ารถเก๋งรุ่นตลาดทั่วไป
  2. สมรรถนะของเครื่องยนต์ : ถ้าเป็นเครื่องที่แรงม้าสูง ๆ ทำความเร็วได้สูง ราคาเบี้ยก็จะแพงขึ้น
  3. ประเภทของเครื่องยนต์ : หากเป็นเครื่องยนต์แบบเทอร์โบ ราคาเบี้ยก็จะแพงขึ้น
  4. ปีของรถยนต์ที่ทำการผลิต : หากเป็นรถรุ่นเก่าราคาก็จะเบาลงตามไปด้วย แต่ก็ต้องไม่เก่าจนเกินไป หากรถเก่ามาก บริษัทประกันก็จะไม่รับทำเหมือนกัน

ผู้ขับขี่

  1. อายุของผู้ขับขี่ : ถ้าอายุยังน้อยแสดงว่าประสบการณ์ในการขับขี่น้อย เบี้ยก็จะแพงขึ้น ถ้าเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ขับรถมาแล้ว ราคาก็จะถูกลง
  2. สถานภาพของผู้ขับขี่ : หากผู้ขับขี่สมรสแล้ว ราคาเบี้ยจะถูกกว่าคนที่ยังโสด ตรงนี้มีการศึกษามาแล้วว่า คนที่สมรสแล้วจะขับรถมีสติมากกว่า รู้จักยับยั้งชั่งใจมากกว่าจึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าคนโสด
  3. ประวัติการเคลม : หากใครที่เคยซื้อ ประกัน รถยนต์และมีการเคลมมาแล้ว เมื่อมีการต่อประกันหรือทำกับที่ใหม่ ค่าเบี้ยมักจะสูงขึ้น หรือหากเคลมบ่อยบางบริษัทอาจไม่ให้ต่อประกันเลย

นี่คือข้อมูลที่ทางบริษัทประกันจะยึดไว้เป็นหลักในการพิจารณาเวลาคำนวณเบี้ยประกัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ผู้ขับขี่และเจ้าของรถจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าตรงไหนเข้าเกณฑ์พิจารณาลดเบี้ยได้บ้าง หรือตรงไหนที่จะเป็นเงื่อนไขทำให้บริษัทคิดค่าเบี้ยแพงขึ้น ก็ลองนำไปเป็นหลักในการพิจารณาสำหรับการซื้อประกันรถยนต์ของคุณในครั้งต่อไปได้เลย